Chapter 1
คิมเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ด้วยเกรดปานกลาง ไม่มากไม่น้อย
แต่ถือว่าเลวร้ายพอสมควรถ้าคิดจะไปสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยกับคนอื่นๆทั่วประเทศซึ่งจบมาด้วยเกรดสวยหรูทั้งๆที่ส่วนใหญ่ก็รู้กันอยู่ว่าเป็นเกรดที่ไม่ได้มาตรฐาน เพราะผ่านการช่วยเหลือจากครูบาอาจารย์(และผู้บริหาร)ผู้ซึ่งต้องการรักษาและยกระดับมาตรฐานของโรงเรียนในเรื่องค่าเฉลี่ยผลการเรียนของนักเรียนทั้งหมดที่จบออกไปในรุ่นนั้นๆ
เนื่องจากหน้าตาของโรงเรียนส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับตัวเลขจอมปลอมเหล่านี้เช่นกัน....
ผู้ปกครองส่วนใหญ่รู้เรื่องเหล่านี้ดี....แต่ก็ทำเป็นมองข้าม
และพาลูกหลานเข้าไปรับการศึกษาจากสถาบันเหล่านี้ และกรอกหูบุตรหลานทุกวันว่า “ที่นี่ดีนะ
ลูกต้องเรียนที่นี่นะ”
ซึ่งก็เข้าทางสถานศึกษาที่ต้องการกอบโกยเม็ดเงินเข้ามาพัฒนาโรงเรียนให้ดูดียิ่งขึ้น หรือที่เราเรียกกันว่า ‘ภาพลักษณ์’ เมื่อโรงเรียนมีภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูดี ดูหรูหรา
มีระดับ มีอาคารหลังใหญ่สวยงามให้เห็นจากภายนอก
ผนวกกับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ตีค่าออกมาเป็นตัวเลขอันน่าชื่นชม....ผู้คนก็จะบอกต่อกันปากต่อปากไปว่าที่นี่น่าเรียน....สังคมดี มีแต่ลูกคุณหนู มีมาตรฐานทางวิชาการดี แล้วก็เป็นที่แน่นอนว่า
คงไม่มีใครหน้าไหนอยากให้ลูกของตนเองต้องไปใช้ชีวิตในโรงเรียนที่มีมาตรฐานต่ำ รับนักเรียนทุกระดับ หรือพูดกันตรงๆก็คือ ‘ทุกชนชั้น’ เช่นลูกกรรมกร คนหาเช้ากินค่ำ หรือใครหน้าไหนก็ตามแต่ที่พาบุตรหลานมาสมัครเรียน
....ทุกอย่างมันคือธุรกิจ....
ในวันจบการศึกษา นักเรียนทุกคนที่ผ่านหลักสูตรจะมารวมตัวกันเพื่อรอฟังผู้อำนวยการโรงเรียนกล่าวปัจฉิมนิเทศอันน่าเบื่อ....รับกระดาษหนึ่งใบซึ่งปรากฏชื่อของตนเองบนนั้น
และรอเวลาที่จะได้กลับบ้านไปเล่นเกม เตะฟุตบอล
กินเลี้ยงฉลอง ดูภาพยนตร์ มีเซ็กส์กับแฟน หรือแม้กระทั่งเสพยา....
“มึงว่าไอ้หยิบมันจะพล่ามอีกนานไหมวะคิม”
ด้วยความที่เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนรัฐบาลชื่อเสียงโด่งดังแต่กลับเกิดมามีปมด้อยบริเวณกล้ามเนื้อหนังตา....หรือในทางการแพทย์เรียกกันว่า ‘โรคTIC’ ส่งผลให้ตาของท่านผู้อำนวยการเกิดอาการที่เรียกกันตามภาษาปากว่า ‘ขยิบ’ เมื่อนักเรียนเห็นผู้อำนวยการขยิบตาหนึ่งครั้ง
นักเรียนก็จะส่งเสียงหัวเราะหนึ่งระลอก....
“มาสายแล้วยังจะพูดมากอีกไอ้ห่านี่”
เมื่อผู้อำนวยการขยิบตาทุกครั้งที่พูดหรืออ้าปากจะกล่าวอะไรสักอย่าง นักเรียนจึงต่างพากันแต่งตั้งฉายาอันทรงเกียรติให้อย่างเป็นทางการคือ ‘ปากว่าตาขยิบ’ แต่ส่วนใหญ่จะเรียกกันว่า ‘ไอ้หยิบ’ เพราะง่ายต่อการเรียกขานและจดจำ....
“บอกตรงๆนะ....ถ้าแม่งไม่เกิดอาการหยิบ
กูคงหลับไปแล้วว่ะ” บุ๊คคือเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของคิม….แต่ในมุมมองของคิมแล้ว เขาคิดว่าจริงๆแล้วเพื่อนคนนี้ก็เพียงแค่สนใจในตัวตนของเขาเสียมากกว่า....
“แต่กูชอบนะ
แค่เจอหน้าแม่งกูก็ฮาแล้ว....เวลามันพูดทีกูก็รอดูตาแม่งกระตุก ขำชิบหาย” เขาหัวเราะร่วน
“เออ....กูก็ว่างั้น” คิมตอบกลับไปห้วนๆ พลางชำเลืองมองนาฬิกาข้อมือ “จะบ่ายสี่แล้วนี่หว่า….”
“มึงจะรีบไปไหนวะ” บุ๊คสงสัย “ยังไงวันนี้ก็ต้องกลับบ้านดึกอยู่ดี….นอกจากมึงจะไม่อยู่แดกหมูกระทะกับพวกในห้อง”
“กูไม่แดก....อากูให้ไปช่วยงาน กูต้องกลับบ้านก่อนหกโมงเย็น” เขาเริ่มคิ้วขมวดและอยู่ไม่นิ่ง “กว่าแม่งจะพูดเสร็จนี่คงล่อไปสี่โมงกว่า
แล้วไหนจะต้องรอเข้าคิวรับใบประกาศส้นตีนนั่นอีก....”
คิมเริ่มคำนวณเวลาทั้งหมดตามกำหนดการจากใบประกาศที่ทางโรงเรียนแจกให้ “ถ้าดูตามนี้แล้วทุกอย่างน่าจะต้องจบก่อนห้าโมงครึ่ง....แต่ไอ้หยิบเสือกมาสายไปเกือบชั่วโมงเพราะรถยางแตก แถมยังพล่ามเหตุการณ์ตอนยางแตกให้พวกกูฟังก่อนเริ่มปัจฉิมฯอีก....เสียเวลาชิบหาย”
เขาเริ่มตระหนักแล้วว่าถ้าไม่อยู่รอจนจบพิธีการ
ก็คงไม่ได้รับใบจบการศึกษาหรือที่เรียกกันย่อๆว่า ‘ใบ ปพ.’ “จะกลับมาเอาวันหลังก็ไม่รู้ว่าวันไหน....คืนนี้ก็ต้องออกต่างจังหวัดแล้วด้วย”
“ทำไงดีวะเหี้ยเอ๊ย!!” คิมสบถค่อนข้างเสียงดังพอสมควร
ที่แย่กว่านั้นคือเป็นจังหวะที่ผู้อำนวยการเว้นช่วงการพูดพอดิบพอดี...เสียงของคิมจึงเป็นที่ได้ยินกันทั้งหอประชุม....
ทุกสายตาจากทั้งครูบาอาจารย์และนักเรียนทุกคนต่างจับจ้องมาที่เด็กหนุ่มร่างผอมบางคนนี้....แตกต่างกันเพียงแค่ว่า
พวกอาจารย์นั้นรู้สึกไม่พอใจ....ส่วนพวกนักเรียนนั้นรู้สึกขบขันและสมเพช....
เสียงซุบซิบนินทาของบรรดานักเรียนค่อยๆทวีความดังยิ่งขึ้นเรื่อยๆ....บ้างชีมื้อชีไม้ใส่แล้วพูดจาส่อเสียดให้คนข้างๆฟัง บ้างนั่งหัวเราะร่า บ้างทำหน้าเหมือนกับตัวเองเจอกองขี้หมากองหนึ่ง...
….
“ไอ้นั่นแม่งบ้า”
“ได้ข่าวว่ามันไม่เต็มบาท....จริงเหรอวะ”
“กูว่าแม่งเพ้อๆว่ะ
ไอ้คิมเนี่ย”
“ไอ้เนี่ย
กูเคยเห็นมันตอนสอบ สอบอยู่ดีๆแม่งก็ลุกออกนอกห้องไปเฉยเลย....‘จารย์ห้ามมันก็ไม่ฟัง”
….
เมื่อบุ๊คเห็นท่าทางไม่ดีจึงรีบตะโกนแหกปากกลางหอประชุม “พล่ามอะไรกันวะ!!
หุบปากไปเลยไป รำคาญ!!”
….แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ทันเสียแล้ว....
คิมรีบดันตัวเองขึ้นจากเก้าอี้ สีหน้าของเขาเริ่มซีด เหงื่อท่วมตัว เขากำลังเครียด....
“เห้ยคิมมึงอย่าคิดมากสิวะ ใจเย็นๆ” บุ๊ครีบปลอบเพื่อน ดูเหมือนเขาจะรู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับคิม “พวกแม่งก็ปากดีกันไปงั้นแหละ
ปกติมึงไม่เคยสนใจอยู่แล้วไม่ใช่เหรอวะ”
คิมไม่ตอบ
เขากระเสือกกระสนตัวเองเพื่อที่จะรีบออกจากแถวของตัวเองให้เร็วที่สุด
โดยไม่สนใจเสียงห้ามของอาจารย์
เสียงตะโกนด่าของเพื่อนร่วมระดับชั้น
แม้กระทั่งคนที่ยื่นขามาขวางเพื่อหวังจะขัดขาให้เขาล้ม....
เสียงพูดคุยด้วยความแปลกใจและเสียงฮือฮาค่อยๆทวีความดังขึ้นอีกในหอประชุมแห่งนี้
มีอาจารย์หลายคนที่ร้องเรียกคิมให้กลับมานั่งประจำที่
แล้วยังมีนักเรียนบางคนตะโกนด่าและแสดงท่าทางล้อเลียน....แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ยิน....
คิมกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมาจากหอประชุมและพยายามพาตัวเองลงบันไดหินอ่อนขัดเงาอย่างดี….เขาใช้ราวบันไดเหล็กเคลือบทองเพื่อพยุงไม่ให้ล้มคว่ำตกลงไปข้างล่าง....
....สติสัมปชัญญะของคิมใกล้จะเลือนลางเต็มที....เขาเริ่มมองทางไม่เห็น ภายในหัวของเขากำลังหมุนเหมือนเครื่องซักผ้าที่กำลังเปิดระบบปั่นแห้ง
ถ้าใครมาพบคิมตอนนี้ก็คงรู้สึกเหมือนกำลังเจอกับคนสติไม่สมประกอบที่ตาบอดซึ่งกำลังหนีอะไรบางอย่าง....เขาคนนั้นกำลังล้มลุกคลุกคลานอยู่ในอาคารใหญ่หรูหราที่เป็นหน้าเป็นตาของโรงเรียนแห่งนี้....
ทุกอย่างมืดสนิท สายตาของเขาปราศจากการมองเห็นโดยสิ้นเชิง....เส้นขนทุกเส้นบนร่างกายต่างพากันชูชันขึ้นโดยมิได้นัดหมาย....ความรู้สึกชาเริ่มไล่ขึ้นมาจากปลายเท้า....ลำไส้ของเขากำลังบิดเป็นเกลียว....
คิมพยายามใช้ความจำและสติทั้งหมดที่มีเพื่อนึกถึงสถานที่ๆเขาจะไป....และเขาต้องไปให้ถึงก่อนที่ ‘มัน’ จะเกิดขึ้น....เป็นตายร้ายดียังไงเขาก็ไม่ยอมให้ใครมาเห็นตัวเองในสภาพนั้นเด็ดขาด
เขาเดินไปตามความจำเท่าที่พอนึกได้และใช้มือไล่สัมผัสไปตามผนังของตึก
โชคดีที่มือไปถูกเข้ากับวัตถุบางอย่างและเมื่อลองสัมผัสดูจะรู้ว่ามันคือลูกบิดประตู....ซึ่งก็เป็นที่แน่นอนว่า
ประตูทุกบานทั่วทั้งตึกนี้....ประตูที่ใช้ลูกบิดธรรมดาคือประตูห้องน้ำอย่างแน่นอน
คิมพุ่งล้มเข้าไปและใช้เท้าถีบเพื่อให้ประตูปิด
เขายันตัวเองขึ้นและล็อคประตู....จากนั้นจึงจัดแจงถอดกางเกงของตัวเองอย่างทุลักทุเลแล้วโยนมันไปยังมุมพื้น
คิมนอนขดอยู่บนพื้นด้วยความทรมาน มือทั้งสองข้ามกุมแน่นอยู่บนท้องซึ่งกำลังปวดมวนอย่างหนัก....เสียงของลมหายใจและเสียงหอบอันแหบแห้งค่อยๆแตกซ่านราวกับคนที่ใกล้หมดลม....
เขารู้ตัวดีว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง.... ‘มัน’ ….กำลังจะมา....
บัดนี้....เด็กหนุ่มผู้อับโชคกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่สามารถหาคำตอบได้....ไร้ทฤษฎีใดรองรับ....ไร้ตรรกะ....มันเผาผลาญทั้งร่างกาย
จิตใจ และดวงวิญญาณ
เขาไม่อาจปฏิเสธมันได้....ตลอดชีวิต 18 ปีที่ใช้ชีวิตมาจนถึง ณ
เวลานี้....เขารู้จักกับความทรมานนี้มาตั้งแต่จำความได้....
….